[One Shot] Colors ~ Melody & Harmony

posted on 29 Sep 2009 22:15 by leesul  in Shortfic

มารับสารภาพว่าหายไปนานมากกกกก!~~~~~ (หัวเราะ)

เผอิญหลังจากนั้น ก็วุ่นๆกับการเรียนการสอบค่ะ และก็การหางานทำด้วย

จนตอนนี้ได้งานทำ มีที่มีทาง ถึงได้มีเวลามากขึ้น อันที่จริงช่วงหลังมานี้ก็หันไปเอาดี

กับการแปลคลิป แปลละครด้วย ฟิกก็เลยยิ่งไม่ได้แต่งใหญ่เลย จะได้แต่งก็ในโอกาสพิเศษอย่างวันนี้นี่ล่ะค่ะ

 

ช่วงนี้ก็รู้ๆกันอยู่ว่า โซลเมท ร้อนแรงขนาดไหน (ยิ้ม) จากการอ่านทรานส์ หรือดูรายการที่ชอนแจไปออก

ช่วงนี้ลีซึลก็กรี้ดกร๊าด มากๆเช่นกัน จากพลังจิ้นก็เลยได้เป็นช็อตฟิกป่วงๆเรื่องนี้มา 

 

สำนวนคงไม่ค่อยดีนัก เพราะห่างหายจากการแต่งฟิกไปร่วมครึ่งปี เฮ้อ ไงก็ใครเผอิญแว้บผ่านมาอ่านก็ทำใจหน่อยแล้วกันนะคะ

ไว้พรุ่งนี้จะเอาช็อตฟิก เดวิลตอนจบมาใส่ด้วย เหมือนลืมเอามาแปะซะงั้น -*-

 

โชคดีมีชัย วันโซลเมท เย้ๆ

 

ปล. อย่าลืมอุดหนุนซิงเกิ้ลโซลเมทเขาล่ะคะ ลีซึลก็สั่งไปแล้วล่ะ

 

-----------------------------------------------------

 

Title : Colors ~ Melody & Harmony

Author : Leesul ~SoulMate Girl~

Couple : SoulMate

Rating : PG-13 [มั้ง]

BG song : Colors ~ Melody & Harmony แนะนำให้ฟังไปด้วย

 



------------------------------------

“แจจุง ฉันขอย้ายไปนอนกับยุนโฮสักพักนะ”
จู่ๆคนรักของผมก็พูดขึ้นมา ด้วยน้ำเสียงที่ปกติและใบหน้าอันราบเรียบเหมือนเคย
เสียจนผมไม่ได้เอะใจในเนื้อความนั้นเลยสักนิด

....ไปนอนกับยุนโฮเหรอ อืม ไปนอนกับยุนโฮ ห๊า!!!! ไปนอนกับยุนโฮ........

“เอ๊ะ”
ผมหลุดอุทานออกมาเบาๆทั้งที่สปาเก็ตตี้ยังเต็มปาก
พร้อมทั้งละสายตาจากอาหารตรงหน้าขึ้นไปสบตาเขา

ปาร์ค ยูชอนยังคงสงบนิ่ง นิ้วเรียวยาวยังคงจับส้อมพันเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปากด้วยจังหวะคงที่สม่ำเสมอ

นั่น...มันทำให้ผมยิ่งไม่เข้าใจมากไปกว่าเดิม ทำไมล่ะ...หรือผมทำอะไรผิดหรือเปล่านะ

“นายโกรธ อะไรฉัน...หรือเปล่า”
ผมเอ่ยถามยูชอนออกไปด้วยความสงสัยและไม่ค่อยมั่นใจ หลังจากที่ผมใคร่ครวญดูแล้ว
ความสัมพันธ์ของเราก็ไมได้มีปัญหาอะไร กลับดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เพราะเรามีโอกาสอยู่ด้วยกันมากขึ้นระหว่างการทัวร์คอนญี่ปุ่นทั่วประเทศอย่างนี้

“เปล่าหรอก ช่วงนี้ฉันซื้อหนังสือการตลาดมาอ่านเพิ่มน่ะ เผื่อจะปรับปรุงแผนการตลาด
ร้านไอศกรีมให้ดีขึ้น นายไม่ชอบให้นอนเปิดไฟไม่ใช่เหรอ”

“แต่...ก็เปิดโคมไฟ ก็ได้นี่นา”

“เดี๋ยวก็บ่นอีกว่าแสงโคมไฟมันแยงตา”

จบครับ.....ผมคงเถียงแพ้เขาวันยังค่ำล่ะ ถึงช่วงนี้ปาร์คยูชอนจะกำลังบ้าเรื่องบริหารงาน
ร้านไอศกรีมก็เถอะ แต่พอนึกว่าต้องนอนคนเดียวแล้ว ผมก็อดเหงาขึ้นมาไม่ได้อยู่ดี 

และเหมือนยูชอนจะรู้ถึงความรู้สึกผมในตอนนี้

“นอนคนเดียวได้นะ...”
ฝ่ามือขาวข้างหน้าเอื้อมมาขยี้หัวผมเบาๆ

....แต่ยิ่งทำแบบนี้ ผมยิ่งอยากจะงอแงมากขึ้นอีกนิด
ก็ผมชอบความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เหมือนใครผ่านผ่ามือคู่นี้นี่นา
แต่มันก็เริ่มหนักมือขึ้นเรื่อยๆจนเหมือนแกล้งกันมากกว่าซะแล้วสิ

“เลิกได้แล้ว หัวยุ่งหมด ฉันไม่ใช่เด็กๆนะยูชอน”

“คิดว่ากล้ามใหญ่นิดใหญ่หน่อย แล้วจะนึกว่าตัวเองแก่กว่าฉันเหรอ
นายน่ะแก่แค่อายุเท่านั้นล่ะ”
ยูชอนยิ้มกว้างจนตาหยีแล้วก็ยิ่งหนักมือขึ้นเรื่อยๆ

.....ฮึ่ม!! คิดเหรอว่าผมจะยอม

สุดท้ายเราก็เปลี่ยนโต๊ะอาหารให้เป็นสนามรบย่อยๆแทน
และผมคงไม่คิดอะไร...ถ้าหลังจากนั้น
นอกจากเรื่องที่เราไม่ได้นอนห้องเดียวกันเหมือนเคยแล้ว...
ทุกๆอย่างจะยังคงเหมือนเดิม.....เหมือนเดิมอย่างที่มันเคยเป็น

.

 

 


.


.
.


.


[One Shot] Melody & Harmony

.


.


.


.

“ยูชอน วันนี้พี่สต๊าฟบอกว่ามีผับใหม่เปิดอยู่แถวนี้เอง ลองไปกันไหม”
หลังจากซ้อมคอนเสิร์ตกันมาทั้งวัน ผมก็ออกปากชวนยูชอนให้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้าง

.....ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ช่วงนี้เหมือนเขาจะชอบหลบตัวอยู่ในห้องของยุนโฮทั้งวันเลย
.....ไม่รู้ว่าห้องของตาหมียุนมันมีดีอะไรนักนะ

“รู้สึกเหนื่อยๆน่ะ แจจุงไปเถอะ เข้าห้องก่อนนะ”
สามประโยคที่ผมชักจะท่องได้ขึ้นใจ แล้วก็เดินเข้าห้องยุนโฮไปอย่างเคย

“เดี๋ยวก่อ....”
เร็วเสียจนผมไม่ทันทักท้วงอะไรได้....ถ้าเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นครั้งแรกหรือครั้งที่สอง
ผมคงไม่รู้สึกอะไร ..แจจุงคนนี้ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องไร้สาระเช่นนี้อยู่แล้ว ..
แต่หากเรื่องไร้สาระเช่นนี้มันเกิดขึ้นมานับไม่ถ้วนนับตั้งแต่ยูชอนพาตัวเองย้ายไปอยู่ห้องยุนโฮ

เรื่องที่ดูธรรมดาแบบนี้มันจึงค่อยๆสะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม
...มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเราหรือเปล่านะ....

“จุนซู นายว่าช่วงนี้ยูชอนแปลกๆไปไหม”
เมื่ออยู่ในห้องตัวเองก็ฟุ้งซ่านเสียเปล่าๆ ผมเลยพาร่างตัวเองมานั่งในห้องของจุนซูดีกว่า
ถึงแม้เจ้าเด็กนี่จะเอาแต่เล่มเกมส์ไม่ค่อยสนใจผมก็เถอะ แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นผู้รับฟังที่ดี
และไม่แน่ว่ายุนโฮอาจจะเล่าอะไรเกี่ยวกับยูชอนให้หมอนี่ที่เป็นคนรักของเขาฟังบ้างก็ได้

“ก็ไม่หนิ ผมไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”
จุนซูตอบผมโดยที่สายตายังจดจ่อกับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้กข้างหน้าไม่วางตา

 ...อืม..ผมก็ลืมไปว่าผมก็คงหวังอะไรกับเจ้าเด็กติดเกมส์นี้ไม่ค่อยได้หรอก
ขนาดยุนโฮยังเคยมาบ่นกับผมเลยว่าอยากถามจุนซูจริงๆ ว่าระหว่างเกมส์กับเขา จุนซูจะเลือกอะไร
แต่ผมว่ายุนโฮคงไม่กล้าถามหรอก เพราะอะไรน่ะเหรอ
ถ้าจุนซูตอบว่าเกมส์ ก็คงจบเห่กันพอดีน่ะสิ....

 “ เท่าที่ผมเห็นตอนเข้าไปหาพี่ยุนโฮในห้อง พี่ยูชอนก็นั่งหลบมุมเงียบๆ
แล้วก็คุยโทรศัพท์ แปลกตรงไหน”
....โทรศัพท์เหรอ..... ใจผมจดจ่อกับคำนี้มากกว่าจะฟังจุนซูพูดจนจบ
ไหนว่าอ่านหนังสือการตลาดไง

ยูชอนไม่ใช่คนติดคุยโทรศัพท์ เค้าจะโทรหาแม่กับน้องวันละครั้งเท่านั้น แล้วใครล่ะที่ยูชอนโทรคุยด้วย.
..ผมชักเริ่มฟุ้งซ่านซะแล้ว...

หากเป็นผมคนปกติคงไว้ใจเขา แต่ด้วยโรคหัวใจห่อเหี่ยวและอ่อนแอที่ผมเป็นอยู่ในตอนนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพรุ่งนี้พี่สไตล์ลิสคงบ่นผมจนหูชา
ข้อหาที่เปลืองคอลซีลเลอร์กับตาแพนด้าของผมอย่างแน่นอน.....
.
.
.

เป็นเช้าอันหมองหม่นสำหรับผม ดวงตาที่ผู้คนต่างพากันหลงใหลดั่งต้องมนตร์
ปรากฎรอยบวมช้ำค่อนข้างเด่นชัด ผมนั่งอยู่ตรงห้องโถงรอเพื่อนๆสมาชิก
เพื่อเตรียมตัวไปซ้อมคอนเสิร์ตกันเหมือนทุกๆวัน

ผมเห็นยูชอนเดินมาแต่ไกลแล้ว แต่อารมณ์เคืองในจิตใจสั่งผมไม่ให้หันหน้าไปให้ความสนใจเขา
 ....ชริ คนโกหก

“แจจุง เมื่อคืนนอนดึกเหรอ...”
ปาร์คยูชอน เดินเข้ามาใกล้ผมพร้อมสองมืออุ่นที่ประคองหน้าผมขึ้นมาสบตาเขา ...
ใบหน้าของยูชอนก็ไม่ได้ต่างจากผม แววตาซีดเซียวจากการอดนอน 
แต่สาเหตุของเรานั้น..คงต่างกัน

...ผมนอนไม่หลับเป็นเพราะเขา ....ส่วนเขานั้นที่อดหลับอดนอน
เป็นเพราะหนังสือการตลาดเล่มโตนั้น หรือเป็นเพราะโทรศัพท์กันแน่ ....ผมก็ไม่มั่นใจ

 “นอนไม่ค่อยหลับ”
ผมไม่รู้จะตอบยังไง..ให้ผมบอกเหรอว่าผมนอนคิดมากเรื่องเขาทั้งคืน
 แล้วผมควรจะถามเขาดีไหมนะ....
ผมคิดอยู่อย่างนั้นจนเวลาล่วงเลยผ่านไป กระทั่งผมและเขาขึ้นมานั่งบนรถ 

วันนี้ยุนโฮ จุนซู และชางมินนั่งรถไปอีกคัน เหลือแค่เราสองคนที่นั่งไปบริษัทด้วยกัน
 เอาก็เอา...ในเมื่อพระเจ้าประทานโอกาสนี้มาให้และผมก็ไม่อยากนอนปวดใจอย่างเมื่อคืนอีกแล้ว

“ยูชอน ...มะ...เมื่อไหร่จะกลับมานอนห้องฉันล่ะ”
ผมกลั้นหายใจถามออกไปด้วยเสียงแผ่วเบา  แต่พอพูดจบผมกลับอยากถามเขาตรงๆเสียมากกว่า
เพราะมัวแต่อยากถามอ้อมๆ ไฉนความหมายมันถึงดูส่ออย่างนี้ >/////<

“*0*”

ยูชอนไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลยสักคำ
เขาพยายามกลั้นหัวเราะจนสุดท้ายก็เผลอหลุดเสียงออกมาเบาๆ
ผมรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านอยู่บนใบหน้า จนลืมความขุ่นหมองในใจไปได้ช่วยขณะ

....โอ้ย เขิน

“ขำอะไรนักเล่า....ก็แค่ถามว่าจะกลับอยู่ห้องหรือเปล่า ก็แค่นั้น”
ผมเมินใบหน้าหันมามองกระจกอีกข้าง พยายามสนใจทิวทัศน์แทนที่จะหันไปสบตาเค้าให้เขินเล่นอีกครั้ง
แต่แค่อึดใจคนที่นั่งอยู่ข้างๆก็หันหน้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ จนกระทั่งผมรู้สึกถึงลมหายใจร้อนๆอยู่รดต้นคอ

....จะดีเหรอ ในนี้เนี่ยนะ...ถึงสมองผมจะคิดเช่นนั้นแต่ร่างกายกลับตอบสนอง
ด้วยการหลับตาลงพร้อมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นเสียนี่ ....

3...










2...









1 ....










เอ๊ะ ไม่เห็นจะมีอะไรเลยหนิ
สุดท้ายผมก็พบแค่เพียงความว่างเปล่า เมื่อจุดหมายปลายทางของยูชอนกลับอยู่ที่ตักนุ่มของผมแทน 
ผมลืมตาขึ้นมาด้วยความเก้อเขินก่อนที่จะตัดสินใจสบสายตากับคนที่นอนหนุนตักผมอยู่

ที่ผมเห็นคือปาร์คยูชอนกำลังหัวเราะไม่ยอมหยุดพร้อมทั้งจัดท่าจัดทางให้ตัวเอง
วันนี้เรานั่งรถตู้แวนคันใหญ่มาด้วยกันเพียงสองคนจึงมีเนื้อที่เหลือพอให้เค้านอนได้สบายๆ

“สบายจัง ของีบหน่อยนะ”
จากนั้นแค่เพียงไม่นานผมก็รู้สึกได้ว่าเขาหลับสนิท
ผมมองที่ใบหน้ายามหลับใหลของเขาพลางคิดว่า

...ผมอยากหยุดเวลาให้อยู่แค่ตรงนี้ตลอดไปได้ไหม
แล้วผมจะไม่สนใจเลย....ว่าทำไมเขาถึงให้เวลาผมน้อยลง
ทำไมเขาถึงหลบหน้าหลบตาอยู่ในห้องยุนโฮทั้งวัน ....
หรือ....มีอะไรที่เขาบอกผมไม่ได้.....

.
.
.
.
....นอนไม่หลับอีกแล้ว...ผมพลิกตัวไปมาบนเตียงกว้างที่ไร้คนรักมาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ
ตอนนี้ยูชอนจะทำอะไรอยู่นะ...
ไหนๆก็นอนไม่หลับแล้ว ผมไปหาเขาที่ห้องยุนโฮดีหรือเปล่า คิดได้แบบนั้น
ร่างกายผมก็ช่างตอบสนองกับสมองได้ดีเยี่ยม รู้ตัวอีกทีผมก็มายืนอยู่หน้าห้องยุนโฮแล้ว

“ก็อกๆ ”
...เงียบ ไม่มีสัญญาณตอบสนองจากบุคคลที่อยู่ด้านใน ...จะว่าไม่อยู่ก็ไม่น่าจะใช่
ผมลองจับลูกบิดประตูห้องแล้วหมุนไปด้านซ้ายเบาๆ

“ไม่ได้ล็อกนี่”
ผมอุทานเบาๆก่อนจะถือวิสาสะเข้าไปในห้อง  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้เข้าห้องของยุนโฮ
แต่...ตั้งแต่ยูชอนขอย้ายมานอนกับยุนโฮผมก็ไม่มีโอกาสได้เหยียบห้องนี้อีกเลย

เสียงดังซ่าในห้องน้ำบ่งบอกว่ามีคนอาบน้ำอยู่ข้างใน สายตาผมสะดุดกับ
โน๊ตสีเหลืองที่ติดอยู่ตรงหน้ากระจก

“ยูชอน คืนนี้ฉันกลับดึกหน่อยนะ มีเดทกับจุนซู ”

อย่างนี้นี่เอง....แสดงว่าในห้องน้ำก็คือยูชอนน่ะสินะ ป่านนี้ยุนโฮกับจุนโฮ
คงสวีทหวานกันอยู่ที่ไหนสักแห่ง แล้วทำไมผมกับยูชอนต้องมาแยกห้องกันล่ะ
ความอ้างว้างเกาะกุมจิตใจของผมโดยพลัน

 ...ผมกวาดสายตามองไปรอบๆห้องยุนโฮ และแล้วก็สะดุดตา
กับเปียโนขนาดไม่ใหญ่นักตั้งอยู่บนพื้นข้างกำแพงห้อง

...เอ๊ะ ยุนโฮไม่เคยมีเปียโนในห้องนอนนี่นา ผมเดินเข้าไปหาสิ่งของแปลกใหม่ชิ้นใหญ่นี้
บนที่วางโน้ตเพลง มีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่ ผมใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาดู....

 

 

 

 

 

 

....เฮ้อ สบายตัวจัง .....
ในที่สุดผมก็แต่งทำนองเพลงเสร็จซะที เพลงที่ผมอยากให้คิม แจจุง
คนรักของผมได้ร้องบนเวทีใหญ่ในโดมที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น 
ผมลงทุนแบกเปียโนมาไว้ในห้องของยุนโฮเพื่อที่จะแต่งเพลงให้กับเขา

ผมไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับแจจุงเพราะผมอยากจะให้เขาเซอร์ไพร์.....
นี่เป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพวกเรา 5 คน ผมอยากให้เขาประหลาดใจกับของขวัญสุดพิเศษชิ้นนี้
ผมถึงยอมบั่นทอนเวลาที่เราจะอยู่ด้วยกันสองคนโดยใช้เวลาหลังจากซ้อมคอนเสิร์ต
ที่มีเพียงน้อยนิดในการค่อยๆแต่งมันขึ้นมา

อ่า...แต่อย่างน้อยตอนนี้มันก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว  ผมขอแช่น้ำอุ่นให้สบายเสียหน่อยเถอะ


.



.



.





ล้า ล้า ล่า ล้า ลา หล่า ลา ล้า.......


เสียงคนฮัมดนตรี...ลอดเข้ามายังโสตประสาทสัมผัสของผม เสียงหวานใส กังวาน
เป็นเสียงที่ผมรู้สึกคุ้นเคยชะมัดเลย
เพลงก็คุ้นๆว่าเป็นเพลงที่ผมเพิ่งแต่งเสร็จเมื่อกี้ เสียงก็คล้ายเสียงของคนรักของผม

....เสียงแจจุง.....



แจจุง!!!!!




ผมหันไปพันผ้าเช็ดตัวอย่างลวกๆแล้วรีบออกจากห้องน้ำมาทันที

...ดั่งที่ผมคาด เป็นแจจุงที่ยืนอยู่ตรงเปียโน  กำลังฮัมทำนองเพลงที่ผมเพิ่งแต่งเสร็จสดๆร้อนๆ


โธ่ หมดกัน..ที่ผมอุตส่าห์ปิดเอาไว้เป็นความลับ


แล้วผมก็นึกได้

ใช่แล้ว...ผมสะเพร่าเองที่ลืมล็อกห้อง

ผมหันไปมองแจจุง เขายืนหันหน้าให้กับเปียโน ทำให้ผมสามารถเห็นได้แค่แผ่นหลังของเขาเท่านั้น

 “แจจุง...คือว่า”
ผมเดินเข้าไปใกล้ๆแจจุง ก่อนที่จะเอื้อมมือไปจับมือขาวข้างที่ไม่ได้ถือโน้ตเพลง
ที่ยังคงวางแนบลำตัวอยู่




...เพี้ยะ!!!!!.....



ฝ่ามือขาวสะบัดมือผมอย่างแรงก่อนที่จะฟาดเข้ามายังใบหน้าของผม
ผมชาไปทั้งใบหน้า...ไม่สิอาการชายังลามไปถึงสมองของผมด้วย


...เกิดอะไรขึ้นกับแจจุงนะ...

“เป็นการลงโทษที่ทำให้ฉันต้องคิดมาก ที่นายมาขลุกอยู่ห้องยุนโฮก็เพราะมาแต่งไอ้เพลงนี้ใช่ไหม
 แล้วทำไมต้องไม่บอกฉันด้วย หรือฉันไม่มีความหมายสำหรับนายเลย ปาร์คยูชอน!!!”
หยดน้ำตาค่อยๆไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวย พร้อมทั้งสายตาตัดพ้อของเขา...

...ไม่ได้การแล้ว...
.. ผมคว้าตัวของแจจุงเข้ามาไว้ในอ้อมกอด และกระชับกอดให้แน่นขึ้นอีกเมื่อรู้สึกว่า
เสียงสะอื้นของเขานั้นยังไม่หายไป เวลานี้ ความจริงคงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ผมไม่รู้ว่าแจจุงคิดเลยเถิดไปถึงไหนแล้วน่ะสิ

“ขอโทษ.... ฉันไม่ได้อยากปิดนายเลยนะ
ฉันก็แค่...อยากจะแต่งเพลงนี้ให้นาย เพลงที่เป็นตัวแทนความรักของเรา
ฉันอยากให้นายดีใจก็เท่านั้นเอง”
ผมพยายามพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำให้เขาเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริงของผมโดยเร็วที่สุด

“แต่งให้ฉันเหรอ.....”
แจจุงพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนที่จะผละจากอ้อมกอดผมขึ้นมาสบสายตากับผมตรงๆ

“ฉันอยากแต่งเพลงนี้ให้นายร้องในคอนโตเกียวโดม
ฉันอยากให้นายร้องเพลงที่ฉันแต่งนะ แจจุง”

ผมจ้องมองดวงตาของคนรักที่ดูจะเปล่งประกายขึ้นมาทีละน้อย  หากแต่ว่า

“แต่...จุนซูบอกว่าเห็นนายโทรศัพท์ตลอดเลยตอนที่อยู่ห้องยุนโฮ
แน่ใจเหรอว่ามาอยู่ที่นี่แค่แต่งเพลงอย่างเดียวจริงๆ”
แววตาสวยพยายามคาดคั้นหาความจริงเต็มที่


เมื่อได้ยินอย่างนั้น...ผมนึกอยากเตะก้นเจ้าจุนซูสักป๊าบสองป๊าบเสียจริงๆ



อ่า...นี่ผมต้องเจ็บตัวฟรีเพราะพิษรักแรงหึงของคนรักกล้ามโตของผมเหรอเนี่ย



ผมจูงมือแจจุงมานั่งบนเตียงส่วนผมก็คุกเข่าอยู่ข้างหน้าพร้อมนั่งรวบมือทั้งสองของเขา
มากุมเอาไว้

“ฟังนะ แจจุง ฉันก็แกล้งทำเป็นโทรศัพท์หลอกจุนซูมันเท่านั้นเอง
ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ถ้าไม่เชื่อ ดูประวัติการโทรในมือถือก็ได้นะ ”

“จริงๆเหรอ แน่นะ”
แจจุงมองผมด้วยสายตาที่ไม่แน่ใจ นั่นมันทำให้ผมหงุดหงิดเสียจริงๆ

“มั่นใจในฐานะคนรักของฉันหน่อยสิ นายกำลังถูกปาร์ค ยูชอนคนนี้รักอยู่นะ”
ผมอยากให้แจจุงรู้ว่าผมไม่ได้ไปมีใครที่ไหนอื่นนอกจากเขา
ผมอาจจะเคยชอบคนมานับไม่ถ้วน
แต่หัวใจที่อิสระเสรีของผมก็ได้หยุดอยู่ที่คิม แจจุง คนตรงหน้าคนนี้ซะแล้ว

“โทษนะ ยูชอน ที่ฉันคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
เสียงของแจจุงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด สายตาสำนึกผิดอย่างเต็มที่ส่งมาถึงผม
แต่ว่าตั้งแต่แรก...ผมก็ไม่ได้โกรธเขาเลยสักนิด
มันก็เป็นความผิดผมด้วยที่เล่นอะไรแผลงๆจนสาวเจ้าคิดไปไกลแบบนี้...










เราเงียบกันอยู่สักพักนึง แล้วก็เป็นแจจุงที่ทำลายความเงียบนี้ขึ้นมา

“ฉันชอบเพลงนี้มากเลยนะยูชอน เพราะมากเลย”

หัวใจผมพองโตเมื่อได้ยินเขาพูดอย่างนั้น ก็ผมทุ่มเทจิตวิญญาณทั้งหมดลงไปในเพลง
ที่จะบอกถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อเขา

ดนตรีที่มีจังหวะที่ไม่ช้านักและก็ไม่เร็วจนเกินไป
เปรียบดั่งความสัมพันธ์ของเรา ที่ค่อยๆเติบโต ไม่หวือหวาแต่ก็ราบรื่นไปได้ด้วยดี

 “แต่...ถ้าให้ฉันร้องละก็ ....ฉันไม่ร้องหรอกนะ....”


..จึ๊ก..จากคำพูดของแจจุงเมื่อครู่เหมือนมีใครเอามีดมาปักหัวใจของผมที่กำลังพองโตให้แตกกระจาย




“ทำไม..ทำไมล่ะ”




.



.



.





“ฉันจะไม่ร้องเพลงนี้คนเดียวหรอก เรามาร้องด้วยกันนะ ยูชอน”

“เอ๊ะ ....”

 “ฉันจะขอพี่สต๊าฟให้เราขึ้นโซโล่คู่กันนะ ในเมื่อนายบอกว่าเป็นเพลงแทนความรักของเรา
เราก็ต้องช่วยกันแต่งช่วยกันร้องสิ”

ไม่ทันที่ผมจะได้พูดทักท้วงอะไร ริมฝีปากเข้ารูปของคนข้างหน้าก็ก้มลงมา
ประทับเบาๆกับริมฝีปากผม

“ขอบคุณสำหรับเพลงนะ ปาร์ค ยูชอน”
จริงๆเลยคนๆนี้...ใครเขาสั่งสอนให้แสดงความขอบคุณด้วยวิธีนี้กัน!!!
ไหนๆก็ไหนๆแล้วผมก็ตอบแทนคำขอบคุณของแจจุงด้วยการประทับซ้ำเข้าไปอีกรอบ
ผมตักตวงความหวานจากแจจุงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเราสองคนแทบหมดลมหายใจ

ยิ่งตักตวงเท่าไหร่ ความหวานของแจจุงไม่มีวันหมดไป
เฉกเช่นความรักของผมที่มีต่อเขาก็ไม่ได้จืดจางลงไปเลย
ผมกลับยิ่ง รัก รัก และรักเขามากขึ้นเรื่อยๆ ผมพาร่างตัวเองขึ้นมานั่งบนเตียงข้างๆแจจุง
สงสัยว่า...คืนนี้ของเราคงจะยาวนานพาดผ่านราตรีนี้เป็นแน่

 “เอ่อ โทษนะ เพื่อนฝูง”
เสียงทุ้มๆของใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะสวีทหวานของผม  

ฮึ่ย......... หงุดหงิด!!!   


ผมหันไปทางต้นเสียงด้วยสายตาอาฆาตพยาบาท


“ไอ้ยูชอน ไม่ต้องมามองฉันอย่างนี้เลย หัดสำนึกบ้างสิว่าห้องใคร
อ่อ แล้วก็แจจุงก็อยู่ด้วยเหรอ ก็ดี ในเมื่อความแตกแล้ว ยูชอน
นายก็ไสหัวกลับไปนอนห้องซะที ฉันรำคาญ”
ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นชองยุนโฮ นั่นเอง ทำให้ผมตระหนักรู้ว่ากำลังมาอาศัยห้องคนอื่นอยู่นี่นา

ยุนโฮนี่ก็ใช้ไม่ได้เลย บ่นอย่างกับหมีกินผึ้งก็ไม่ปาน
ตั้งแต่วันนี้ไป...ผมคงต้องพาตัวเองกลับไปยังห้องเดิมเสียแล้ว 
ไม่ใช่เพราะคำพูดของชองยุนโฮหรอกนะ
แต่วันนี้ผมคงต้องลงโทษกับความคิดมากไม่เข้าเรื่องของคนรักของผมซะแล้วสิ...


The End.....


.











.









.






ซะเมื่อไหร่ล่ะ อิอิ

 

 

 

 

 

“ตื่นเต้นจังเลย ยูชอน”
เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นมาที่ใบหน้าของผม ความตื่นกับเวทีใหญ่ของญี่ปุ่น
ประกอบกับตื่นเต้นที่จะถึงช่วงที่ต้องร้องโซโล่
ผมรู้สึกได้ว่าตัวของผมสั่นระริกและหัวใจของผมในตอนนี้เต้นถี่
เหมือนเสียงกลองในเพลงร๊อคที่หนักหน่วง

ณ ขณะนั้น ฝ่ามืออบอุ่นก็เข้ามากุมสองมือของผมอย่างเบามือ
สายตาอ่อนโยนของยูชอนกำลังสบตาผม เขายิ้มนิดๆ ...

นี่ยูชอนไม่ตื่นเต้นเลยเหรอไงนะ

“จำที่แซมซังพูดได้ไหม แจจุง “
แล้วผมก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา
ยูชอนลูบหัวผมเบาๆก่อนที่จะก้มลงมากระซิบข้างหูของผมอีกว่า
.
“ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกดดัน
แค่ร้องเพลงในโลกของพวกเราก็พอ ”
...ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย แต่ด้วยเวลาอันใกล้เข้ามา ผมก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้อยู่ดีนั่นล่ะ
แม้เขาจะอายุน้อยกว่าผมก็เถอะ แต่ความใจเย็นและสุขุมนั้นผมช่างห่างไกลจากเขาลิบลับนัก

“ฉันไม่เหมือนนายนี่ ไม่ตื่นเต้นเลยเหรอ”
ขอผมแขวะบุรุษน้ำแข็งคนนี้หน่อยเถอะ มืออาชีพเกินไปแล้วนะ ปาร์ค ยูชอน

ทว่ายูชอนกลับไม่ได้ตอกกลับผมด้วยคำพูดแต่เป็นริมฝีปากนุ่มของเขามาประทับที่ริมฝีปากผมเบาๆ

อืม....เพียงแค่แว้บเดียว แต่หอมหวานและท่วมท้นไปด้วยความรู้สึก
ทั้งอบอุ่น อ่อนโยน ซาบซ่านคล้ายว่ากำลังปลอบโยนเด็กน้อยที่กำลังตื่นกลัวคนนี้ก็ไม่ปาน

“แค่มีนายอยู่เคียงข้างฉัน ฉันก็พร้อมรับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
เพียงประโยคสั้นๆที่เขาเอ่ยออกมา...ความกลัวของผมกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

มีใครเคยบอกว่า ความรักจะทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น
คงจะจริงล่ะมั้ง เพราะผมรู้สึกเหมือนได้รับพลังแห่งความรักของยูชอนมาอย่างเต็มเปี่ยม


อ่า....ความรัก....ช่างมหัศจรรย์นัก

“แจจุง ยูชอน เตรียมตัวได้แล้วนะ!!!!”
เสียงสต๊าฟดังออกมาจากด้านนอก เรียกผมและยูชอนให้ออกไปสแตนบายด์

อีกเดี๋ยวผมและเขาต้องเดินขึ้นเวทีกันคนละทาง
เราเดินไปด้วยกันเรื่อยๆจนกระทั่งถึงทางแยกที่จะไปเวทีทางด้านซ้ายและขวา

“แค่มีนายอยู่เคียงข้าง ฉันก็จะไม่ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอยู่เคียงข้างฉันตลอดไปนะ”
ผมพูดออกไปอย่างที่ใจคิด ก่อนที่มือที่เราจับกันไว้จะต้องคลายออก

“ก็ไม่คิดจะไปไหนอยู่แล้วล่ะ”
ยูชอนตอบสั้นๆก่อนที่จะรั้งผมเข้ามากอดและปิดท้ายด้วยการจูบเบาๆที่หน้าผาก

“แจจุง เตรียมพร้อม อีกห้าวินาทีนะครับ”
ผมเดินแยกออกมารอตรงจุดสแตนบายด์



....ตอนนี้ ผมพร้อมแล้วที่จะขึ้นไปบนเวทีที่ยิ่งใหญ่นี้....ไปพร้อมๆกับเขา





5









4









3









2










1











....ยูชอน มาร้องเพลงรักที่เราร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา
ให้คนดูกว่า 50,000 คนในโตเกียวโดมแห่งนี้กันเถอะ
มาแสดงท่วงทำนองแห่งรักอันเป็นหนึ่งเดียว ให้พวกเขาได้เห็นโลกที่เป็นของเรา
และเป็นสักขีพยานว่า เราสองคนจะเคียงข้างกันแบบนี้....ตลอดไปเลย ...ดีมั้ย


The End จริงๆแล้วจ๊ะ

 

คุยท้ายเรื่อง

ยาวจริงจัง แต่ขี้เกียจแบ่งเป็นสองตอน ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านนะคะ

แต่งจบ เหนื่อยพอตัว เพราะเหมือนเคาะสนิมค่อนข้างมาก มากจริงๆนะเนี่ย

ใครที่อยากติชมก็เชิญได้ตามสบายนะคะ 

 ~Leesul ~